ReadyPlanet.com
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletอาหารเสริม เมล็ดองุ่น
bulletอาหารเสริม ดีท๊อกซ์ร่างกาย
bulletอาหารเสริม Spirulina
bulletอาหารเสริม COENZYME Q10
bulletอาหารเสริม Krill Oil
bulletอาหารเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน
bulletอาหารเสริม บำรุงข้อต่อเเละไขข้อ
bulletอาหารเสริม น้ำมันปลา
bulletLanopearl หน้าขาวใสฝ้ากระ
bulletLanopearl ลดริ้วรอยหน้าเด็ก
bulletLanopearl สิวอุดตันอักเสบ
bulletLanopearl ล้างหน้าโทนเนอร์
bulletLanopearl กันแดด
bulletLanopearl บำรุงดวงตา
bulletRe-birth เซรั่มบำรุงหน้า
bulletRe-birth ครีมบำรุงหน้า
bulletRe-birth ดูแลร่างกาย
bulletอาหารเสริม Royal Jelly
bulletอาหารเสริม รวมรกแกะเม็ด
bulletอาหารเสริม กินขาวใสเด้ง!
bulletอาหารเสริม จัดเซตขาวใส
bulletอาหารเสริม ลดความอ้วน
bulletอาหารเสริม คุณโดมทาน
bulletอาหารเสริม วิตามินC
bulletอาหารเสริม ลดสิวผิวมัน
bulletอาหารเสริม สกัดเมล็ดองุ่น
bulletอาหารเสริม คอลลาเจน
bulletอาหารเสริม บำรุงสายตา
bulletอาหารเสริม ล้างพิษร่างกาย
bulletอาหารเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน
bulletอาหารเสริม หญิงแย้ทาน
bulletน้ำหอมฟีโรโมนขนาดทดลอง
bulletน้ำหอมฟีโรโมนสำหรับผู้หญิง
bulletน้ำหอมฟีโรโมนสำหรับผู้ชาย
bulletน้ำหอมแห่งความผูกพัน
bulletใบรับรองน้ำหอมฟีโรโมน
bulletRayshi ครีมหน้าสด
bulletDaisy Mask
bulletRoyal Bee
bulletDouble Stemcell
bulletCo B9
bulletMEZO
bulletiCute Salmon Placenta
bulletHYLI
bulletDO-ME วิตามินผิว ดูมี
dot


  [Help]
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง
Himalaya Lanopearl
biotherm blue therapy


Omega 3 Salmon Fish Oil  
รหัส : NTSM - 001
ยี่ห้อ : Nutriland
รุ่น : Omega 3 Salmon Fish Oil
ราคาปกติ :  2,600.00      
รายละเอียดย่อ :
Omega 3 Salmon Fish Oil ขนาด 365 เม็ด
โอเมก้า 3 ในเนื้อปลาสามารถลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจ ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือดและป้องกันลิ่มเลือดจับกันเป็นก้อน ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด-ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
รายละเอียดทั้งหมด :

Omega 3 โอเมก้า 3 น้ำปลา Fish Oil คืออะไร มีประโยชน์อย่าไร

          โอเมก้า น้ำมันปลา Omega 3 คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ?

กรดไขมัน โอเมก้า-3(ω-3 หรือ Omega 3 ) เป็นโครงสร้างไขมันสำคัญในสมองและจอประสาทตา นอกจากนี้กรดไขมัน โอเมก้า-3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น นอกจากนี้ ประโยชน์น้ำมันปลา ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพของคนเรา เช่น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol) ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน (lipoprotien) และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและโรคซึมเศร้า

          โอเมก้า-พบมากในปลาทะเล และ ปลาน้ำจืดบางชนิดเนื้อปลาในแง่โภชนาการมีโปรตีนไม่ด้อยไปกว่าเนื้อสัตว์บก แต่ในภาพรวมมีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำกว่าและยังเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่เช่น วิตามินบี12 ไอโอดีน ฟอสฟอรัส ซิลิเนียม สังกะสี และแคลเซียม แต่สิ่งที่ทำให้วงการแพทย์ยุคใหม่ฮือฮามากที่สุดเห็นจะเป็นโอเมก้า-พบมากในปลาทะเลลึก ปลาทูน่า ปลาแซลมอน มีไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มหนึ่ง เรียกรวมๆ ว่าโอเมก้า-สองตัวเด่นชื่อ Eicosopentaenoic (EPA,กรดไอ-โคซาเพนตาอีโนอิก) และ Docosahexaenoic (DHA,กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก)

          กรดไขมัน สำคัญในกลุ่มโอเมก้า 3คือ EPA (Eicosapentaenoic = กรดไอ-โคซาเพนตาอีโนอิก) และ DHA (Docosahexaenoic acid = กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

Omega 3 ในรูปแบบเจล ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายดีกว่าเม็ดถึงเกือบ 3 เท่า

          น่ารู้!!!กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า ไม่ได้มาจากแหล่งอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว

ในพืชบางชนิดที่มีกรดแอลฟาไลโนเลนิค (alpha linolenic acid) เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนกรดชนิดนี้เป็นกรด EPA และ DHA ได้ แต่การสร้างนี้เกิดขึ้นได้ช้าและจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่ขาดเอนไซม์ในขบวนการเมตาโบลิซึมนี้

พืชที่พบ คือ น้ำมันลินสีด (linseed oil) ผลวอลนัทและน้ำมันวอลนัท แฟลกซ์สีด (flaxseed) เรปสีด (rapeseed) น้ำมันคาโนล่า น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ผักขม (spinach) และ ผักกาดเขียว

 

แหล่งน้ำมันปลา โอเมก้า 3 Omega 3

แหล่งน้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด คือ ปลาทะเล, หอยนางรมแปซิฟิก และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช บลูฟิช ชอคฟิช ปลาเทร้า แมคเคอเรล เป็นต้น ปลาทะเลที่มีน้ำมันปลา มาก คือ ปลาทู ปลาสำลี ปลารัง ปลากระพง เป็นต้น

พบว่าปลาที่จับได้ในธรรมชาติจะมีปริมาณกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อจะมีปริมาณของกรดโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3

 

ประโยชน์น้ำมันปลา Fish oil โอเมก้า หรือ Omega 3 ในช่วงวัยต่างๆ

Omega 3 – ทารกและสตรีมีครรภ์

  • DHA ในน้ำมันปลา โอเมก้า 3 หรือ Omega 3 มีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองของทารก แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดย FAO และ WHO ระบุว่า ทารกแรกเกิดควรได้รับ DHA ไม่ต่ำกว่าวันละ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จากการศึกษายังพบว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อได้รับนมเสริม DHA จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค DHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ DHA ที่ได้รับ ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม
  • ป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
  • การมีปริมาณกรดไขมัน omega 3 ในสมองต่ำ ทำให้เป็นโรคสมาธิสั้นในเด็ก
  • สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับ omega 3 ไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงขณะคลอด(Preclampsia) และมักมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด(Postpartum depression)
  • นมแม่มี EPA สูงกว่านมผงดัดแปลงสำหรับเลี้ยงทารก 2.5 เท่า และมี DHA สูงกว่าถึง 30 เท่า

 

Omega 3 -เด็กวัยเรียนรู้

  • DHA ในน้ำมันปลา โอเมก้า 3 หรือ Omega 3 เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อสติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

 

Omega 3 -วัยทำงาน

  • คนในวัยทำงานมักประสบความเครียดอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะสมองทำงานหนักเกินไป หรือ อีกนัยหนึ่งเป็นเพราะร่างกายขาด DHA
  • เมื่อได้รับ DHA ในน้ำมันปลา โอเมก้า 3 หรือ Omega 3 ในปริมาณที่เหมาะสม, DHA จะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทของเซลล์สมองที่เรียกว่า เดนไดรท์ (Dendrite) ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้สมองทำงานดีขึ้น หากรับประทานอาหาร ที่มี DHA จำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สัดส่วนของ DHA ในสมองสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่า ความเครียดจะลดลง และทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 

Omega 3 -ผู้สูงอายุ

  • ผู้สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆโดยไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่จากการทดลองโดยการให้ DHA ในน้ำมันปลา โอเมก้า 3 หรือ Omega 3 แก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในโรงพยาบาล คิชิไคกัน ประเทศญี่ปุ่น ปรากฎว่า เมื่อได้มีการทดสอบความฉลาดด้านภาษาและกิริยาท่าทาง เช่น ความสามารถในการคำนวณ ความสามารถในการตัดสินใจ และประสิทธิภาพระดับสูงกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ DHA เป็นเวลา 6 เดือนจะมีขอบข่ายอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ DHA ในน้ำมันปลา โอเมก้า 3 หรือ Omega 3อย่างเห็นได้ชัด

 

Omega 3 ในรูปแบบซอฟเจล ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายดีกว่าเม็ดถึงเกือบ 3 เท่า ไม่มีสารตกค้าง ทานได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 4 เดือน

ประโยชน์น้ำมันปลา Fish Oil โอเมก้า หรือ Omega 3จากการศึกษาของกลุ่มแพทย์ อ่านจบแล้วจะทึ่ง!!!

1.โอเมก้า 3 มีความสามารถน่าสนใจหลายประการโดยเฉพาะฤทธิ์ต่อจิตใจและสมอง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่หดหู่ซึมเศร้า สามารถมีอารมณ์ดีขึ้นได้ใน 4 เดือนเมื่อได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 ดร.แอนดริว สโทลอธิบายว่ากรดไขมันโอเมก้า 3กระตุ้นการสร้างสารเคมีในสมองชื่อซีโรโทนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการซึมเศร้าได้

อาหารเสริมโอเมก้า 3

2.ส่วนผลของเนื้อปลากับสมองนั้น ดร.จูดิธ เวิร์ทแมน แห่งสถาบัน MIT ได้ศึกษาพบว่า เนื้อปลาอุดมด้วยกรดอะมิโน Thyrosine ซึ่งกระตุ้นสารสำคัญในสมองตัวคือ Nerephinephrine และ Dopamineทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ  น้ำมัน ตับ ปลา บำรุง สมอ

3.นายแพทย์วิลเลียม คอนเนอร์ มหาวิทยาลัยโอเรกอนวิจัยพบว่า โอเมก้า 3 ทำให้การทำงานของสมองดีขึ้นโดยการกระตุ้นให้เซลล์สมองไวต่อการรับสัญญาณ ประสาท

4.เนื้อสมองของคนเรา ประกอบด้วยเซลล์สมองจำนวนคงที่ตั้งแต่เกิด แต่อาจฝ่อหายไปได้เมื่อแก่ตัวลงการเจริญเติบโตของเซลล์สมองจำเป็นต้องมี ไขมันโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อเรากินโอเมก้า 3 เข้าไป เกือบทั้งหมดจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดโดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงเดินทางไปสู่ตับและสมองเพื่อนำไปสร้างเซลล์ประสาท เราจึงควรให้เด็กกินเนื้อปลาโอเมก้า 3 สลับกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น

5.เมื่อ ทดลองทำให้หนูขาดโอเมก้า 3 พบว่า หนูจะมีอาการความจำเสื่อมและการเรียนรู้ลดลง หนูทดลองที่ได้รับเนื้อปลาเป็นอาหารประจำจะจำวิธีค้นหาน้ำดื่มที่ซ่อนไว้ได้ ดีกว่าหนูที่อยู่ในภาวะขาดโอเมก้า 3

6.ยังไม่มีรายงานการวิจัยในมนุษย์ แต่เชื่อว่าผลคงไม่ต่างกันนัก

7.นอกจากประโยชน์ของเนื้อปลาต่อสมองยังมีการค้นพบเมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่าชาวเอสกิโมซึ่งกินปลาทะเลมากกว่าคนทั่วไป จะป่วยเป็นโรคหัวใจน้อยมาก

ต่อมาจึงรู้ว่าโอเมก้า 3 ในเนื้อปลาสามารถลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจ ป้องกันการอักเสบของหลอดเลือดและป้องกันลิ่มเลือดจับกันเป็นก้อน ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด-ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

8.เช่นเดียวกับรายงาน การวิจัยของญี่ปุ่น จนถึงวันนี้ มีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า โอเมก้า 3 สามารถช่วยปกป้องเราจากโรคหลอดเลือดและหัวใจ โคเลสเตอรอล ไขมันในเลือด ไมเกรน  ฯลฯ

9.การศึกษาของ Harris, William S. (American Journal of Clinical Nutrition,1997) คนไข้ 2800 คนได้รับ Omega 3 ที่ 4-10 gm./day  พบว่า

ไตรกลีเซอไรด์ลดลง             25-30%

LDL ลดลง                    5-10 %

HDL เพิ่มขึ้น                  1-3 %

10.EPA ลดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุทางเดินหายใจและลดการตอบสนองทางภูมิแพ้ ลดความรุนแรงและความถี่ของการเป็นหอบหืด

11.Omega 3 พบมากในสมอง ช่วยทำให้ผนังเซลล์สมองมีความอ่อนนุ่ม ในขณะที่ Omega-6 ทำให้ผนังเซลล์สมองแข็งตัว

การที่ผนังเซลล์สมองอ่อนนุ่มทำให้ซีโรโตนิน ซึ่งทำหน้าที่เป็น messenger คอยสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น

12.EPA ในน้ำมันปลา มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้า ช่วยทำให้ซีโรโตนินในสมองทำงานได้ดีขึ้น (กลไกการทำงานแบบเดียวกันกับยา Prozac ที่ใช้รักษาโรคทางจิตเวช)

13.ช่วยให้อาการซึมเศร้า ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ ไม่มีอารมณ์ทางเพศนั้น อาการดีขึ้นมากกว่า 50%

14.การศึกษาด้วยแบบจำลองการเกิดมะเร็ง พบว่า การได้รับกรดไขมัน Omega 3จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ ตรงกันข้ามกับการได้รับกรดไขมัน omega-6 เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง

ขอขอบคุณที่มา :

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

สารานุกรมไทยวิกีพีเดีย http://th.wikipedia.org/wiki/กรดไขมันโอเมกา-3

www.pharm.chula.ac.th/physiopharm

xn--3-twf9gzb1a5fm4d.blogspot.com/2010/01/3.html


จำนวน      


Copyright 2013 VanessaImport. All rights reserved.